วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ "เอาวะ" กับ "ช่างแม่ง"
ข้อที่ 1 เอาวะ
หลักทำ "เอาวะ" ใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง
เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า "เอาวะ"
หลักทำ "เอาวะ" จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา
ข้อที่ 2 ช่างแม่ง
หลักทำ "ช่างแม่ง" ใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า "ช่างแม่ง"
หลักทำ "ช่างแม่ง" จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง
อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้
มาจาก fwd อีกแล้วคับท่าน..
สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว
มองสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกเก็บสิ่งดี ๆ ไว้เป็นของประจำใจ
ชีวิตสดใจนะจ๊ะ
วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ "เอาวะ" กับ "ช่างแม่ง"
ข้อที่ 1 เอาวะ
หลักทำ "เอาวะ" ใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง
เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า "เอาวะ"
หลักทำ "เอาวะ" จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา
ข้อที่ 2 ช่างแม่ง
หลักทำ "ช่างแม่ง" ใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า "ช่างแม่ง"
หลักทำ "ช่างแม่ง" จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง
อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้
มาจาก fwd อีกแล้วคับท่าน..
สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว
มองสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกเก็บสิ่งดี ๆ ไว้เป็นของประจำใจ
ชีวิตสดใจนะจ๊ะ
ได้ fwd mail น่าสนใจมาอีกแล้ว อันนี้น่ารักดี เลยเอามาเก็บไว้..
จากเรื่องจริงของใครบางคนครับ อ่านแล้ว คิดดูนะ
ขณะที่เรากำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทันใดนั้นเองเราเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถมยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของเรา ทำให้เราต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง
คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า 'ควาย...ย...ย'
มันทำให้เราโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า 'E...ค...ว...า...ย '
ขับรถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถสวนพ้นไป
ขณะที่มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้น ทันทีที่เราขับรถพ้นเหลี่ยมเขา 'เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... ' รถเราก็ชนฝูงควายเข้าอย่างจัง
ถึงได้รู้ว่า...ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ด่าเรา แต่เขาเตือนเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า ให้เราขับรถระวังด้วย
เพราะความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีของตัวเอง ทำให้เราต้องประสบเหตุครั้งนี้
และนี่คือโทษของการที่คิดอยู่แต่ ในกรอบเดิมๆ ของตัวเองและมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ "เอาวะ" กับ "ช่างแม่ง"
ข้อที่ 1 เอาวะ
หลักทำ "เอาวะ" ใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง
เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า "เอาวะ"
หลักทำ "เอาวะ" จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา
ข้อที่ 2 ช่างแม่ง
หลักทำ "ช่างแม่ง" ใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า "ช่างแม่ง"
หลักทำ "ช่างแม่ง" จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง
อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้
มาจาก fwd อีกแล้วคับท่าน..
สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว
มองสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกเก็บสิ่งดี ๆ ไว้เป็นของประจำใจ
ชีวิตสดใจนะจ๊ะ
ได้ fwd mail น่าสนใจมาอีกแล้ว อันนี้น่ารักดี เลยเอามาเก็บไว้..
จากเรื่องจริงของใครบางคนครับ อ่านแล้ว คิดดูนะ
ขณะที่เรากำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทันใดนั้นเองเราเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถมยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของเรา ทำให้เราต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง
คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า 'ควาย...ย...ย'
มันทำให้เราโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า 'E...ค...ว...า...ย '
ขับรถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถสวนพ้นไป
ขณะที่มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้น ทันทีที่เราขับรถพ้นเหลี่ยมเขา 'เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... ' รถเราก็ชนฝูงควายเข้าอย่างจัง
ถึงได้รู้ว่า...ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ด่าเรา แต่เขาเตือนเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า ให้เราขับรถระวังด้วย
เพราะความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีของตัวเอง ทำให้เราต้องประสบเหตุครั้งนี้
และนี่คือโทษของการที่คิดอยู่แต่ ในกรอบเดิมๆ ของตัวเองและมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
ได้รับ fwd mail มาอันหนึ่ง
สนุกดี
อ่านแล้วทำให้คิดว่า..
คนที่ทำให้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ ไม่พัฒนา หรือไม่คิดนอกกรอบ
มันเกิดจากตัวของนักศึกษา หรือตัวของอาจารย์ กันแน่
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
ผมมีเรื่องๆ หนึ่งขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อนชาวสถาปัตย์ท่านหนึ่งเป็นคนเล่าให้ผมฟังอีกที
ผมฟังแล้วก็ชอบใจอยู่มาก
เพราะมันให้ข้อคิดทั้งคนเป็นนักเรียนและคนเป็นครูได้อย่างดี
เรื่องนี้สนุกครับ ถึงจะมีสูตรมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ลองฟังดูครับ
โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้
"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"
รู้จักกันนะครับ
บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง
(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น
และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)
นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ
ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"
ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ
แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย
อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก
นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า
คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น
เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา
แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที
เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์
หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร
นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี
และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง
นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้
ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา
จับเวลาจนถึงพื้น
ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2
หรือถ้าแดดแรงพอ
ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น
แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์
จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก
แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ
หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม
ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า
ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล
คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g
ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ
ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ
จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก
คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก
คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง
ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง
แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม
ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้
นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์
ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922
สุดยอดจริง ๆ
วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ "เอาวะ" กับ "ช่างแม่ง"
ข้อที่ 1 เอาวะ
หลักทำ "เอาวะ" ใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง
เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า "เอาวะ"
หลักทำ "เอาวะ" จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา
ข้อที่ 2 ช่างแม่ง
หลักทำ "ช่างแม่ง" ใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า "ช่างแม่ง"
หลักทำ "ช่างแม่ง" จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง
อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้
มาจาก fwd อีกแล้วคับท่าน..
สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว
มองสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกเก็บสิ่งดี ๆ ไว้เป็นของประจำใจ
ชีวิตสดใจนะจ๊ะ
ได้ fwd mail น่าสนใจมาอีกแล้ว อันนี้น่ารักดี เลยเอามาเก็บไว้..
จากเรื่องจริงของใครบางคนครับ อ่านแล้ว คิดดูนะ
ขณะที่เรากำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทันใดนั้นเองเราเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถมยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของเรา ทำให้เราต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง
คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า 'ควาย...ย...ย'
มันทำให้เราโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า 'E...ค...ว...า...ย '
ขับรถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถสวนพ้นไป
ขณะที่มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้น ทันทีที่เราขับรถพ้นเหลี่ยมเขา 'เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... ' รถเราก็ชนฝูงควายเข้าอย่างจัง
ถึงได้รู้ว่า...ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ด่าเรา แต่เขาเตือนเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า ให้เราขับรถระวังด้วย
เพราะความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีของตัวเอง ทำให้เราต้องประสบเหตุครั้งนี้
และนี่คือโทษของการที่คิดอยู่แต่ ในกรอบเดิมๆ ของตัวเองและมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
ได้รับ fwd mail มาอันหนึ่ง
สนุกดี
อ่านแล้วทำให้คิดว่า..
คนที่ทำให้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ ไม่พัฒนา หรือไม่คิดนอกกรอบ
มันเกิดจากตัวของนักศึกษา หรือตัวของอาจารย์ กันแน่
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
ผมมีเรื่องๆ หนึ่งขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อนชาวสถาปัตย์ท่านหนึ่งเป็นคนเล่าให้ผมฟังอีกที
ผมฟังแล้วก็ชอบใจอยู่มาก
เพราะมันให้ข้อคิดทั้งคนเป็นนักเรียนและคนเป็นครูได้อย่างดี
เรื่องนี้สนุกครับ ถึงจะมีสูตรมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ลองฟังดูครับ
โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้
"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"
รู้จักกันนะครับ
บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง
(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น
และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)
นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ
ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"
ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ
แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย
อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก
นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า
คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น
เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา
แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที
เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์
หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร
นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี
และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง
นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้
ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา
จับเวลาจนถึงพื้น
ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2
หรือถ้าแดดแรงพอ
ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น
แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์
จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก
แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ
หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม
ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า
ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล
คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g
ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ
ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ
จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก
คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก
คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง
ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง
แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม
ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้
นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์
ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922
สุดยอดจริง ๆ
งานตัวเองไม่เสร็จ
ทีมงานไม่กระตือรือล้น
ขาดคนตามงาน
แล้วทำไมผมต้องตามคนเดียวเนี้ยยยยยย
แบ่งหน้าที่กันไปหมดแล้วน๊า....
รับผิดชอบกันหน่อยว้อยยยย
เหนื่อยว้อยยยยย
มีเรื่องตั้งร้อยแปดให้คิด
ขอสบายใจซักเรื่องเหอะนะ..
ขอเหอะ..
วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ "เอาวะ" กับ "ช่างแม่ง"
ข้อที่ 1 เอาวะ
หลักทำ "เอาวะ" ใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง
เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า "เอาวะ"
หลักทำ "เอาวะ" จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา
ข้อที่ 2 ช่างแม่ง
หลักทำ "ช่างแม่ง" ใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า "ช่างแม่ง"
หลักทำ "ช่างแม่ง" จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง
อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้
มาจาก fwd อีกแล้วคับท่าน..
สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว
มองสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกเก็บสิ่งดี ๆ ไว้เป็นของประจำใจ
ชีวิตสดใจนะจ๊ะ
ได้ fwd mail น่าสนใจมาอีกแล้ว อันนี้น่ารักดี เลยเอามาเก็บไว้..
จากเรื่องจริงของใครบางคนครับ อ่านแล้ว คิดดูนะ
ขณะที่เรากำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทันใดนั้นเองเราเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถมยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของเรา ทำให้เราต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง
คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า 'ควาย...ย...ย'
มันทำให้เราโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า 'E...ค...ว...า...ย '
ขับรถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถสวนพ้นไป
ขณะที่มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้น ทันทีที่เราขับรถพ้นเหลี่ยมเขา 'เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... ' รถเราก็ชนฝูงควายเข้าอย่างจัง
ถึงได้รู้ว่า...ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ด่าเรา แต่เขาเตือนเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า ให้เราขับรถระวังด้วย
เพราะความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีของตัวเอง ทำให้เราต้องประสบเหตุครั้งนี้
และนี่คือโทษของการที่คิดอยู่แต่ ในกรอบเดิมๆ ของตัวเองและมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
ได้รับ fwd mail มาอันหนึ่ง
สนุกดี
อ่านแล้วทำให้คิดว่า..
คนที่ทำให้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ ไม่พัฒนา หรือไม่คิดนอกกรอบ
มันเกิดจากตัวของนักศึกษา หรือตัวของอาจารย์ กันแน่
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
ผมมีเรื่องๆ หนึ่งขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อนชาวสถาปัตย์ท่านหนึ่งเป็นคนเล่าให้ผมฟังอีกที
ผมฟังแล้วก็ชอบใจอยู่มาก
เพราะมันให้ข้อคิดทั้งคนเป็นนักเรียนและคนเป็นครูได้อย่างดี
เรื่องนี้สนุกครับ ถึงจะมีสูตรมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ลองฟังดูครับ
โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้
"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"
รู้จักกันนะครับ
บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง
(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น
และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)
นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ
ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"
ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ
แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย
อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก
นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า
คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น
เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา
แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที
เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์
หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร
นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี
และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง
นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้
ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา
จับเวลาจนถึงพื้น
ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2
หรือถ้าแดดแรงพอ
ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น
แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์
จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก
แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ
หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม
ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า
ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล
คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g
ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ
ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ
จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก
คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก
คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง
ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง
แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม
ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้
นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์
ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922
สุดยอดจริง ๆ
งานตัวเองไม่เสร็จ
ทีมงานไม่กระตือรือล้น
ขาดคนตามงาน
แล้วทำไมผมต้องตามคนเดียวเนี้ยยยยยย
แบ่งหน้าที่กันไปหมดแล้วน๊า....
รับผิดชอบกันหน่อยว้อยยยย
เหนื่อยว้อยยยยย
มีเรื่องตั้งร้อยแปดให้คิด
ขอสบายใจซักเรื่องเหอะนะ..
ขอเหอะ..
ชีวิตคือการท้าทาย จาก หนังสือ คิดคิด ขำขำ
ฉลองแขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทย 1996
ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอู่ใจกลางเมือง
ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก
แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่
คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา
"รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร"
"ฉันชื่อโอกาส"
"ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา"
"ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส"
"ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า?"
"เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม"
"แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก"
"เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว"
"แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้"
"ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย"
"แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว"
"ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่"
จริงด้วย ทางด้านหน้าของ "โอกาส"
มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง เพราะเมื่อปล่อยให้ "โอกาส"
ผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก
"โอกาส" จึงเร้าเตือนเราทุกคนว่า
"อย่ามาต่อว่าฉัน ว่า ฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย
เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู แต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน
ทุกวัน ฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ
เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง ให้รีบตัดสินใจ ให้ลงมือทำ
ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ
จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป เธอจะได้ไม่ต้องมนั่งเสียใจในภายหลัง
ที่ฉัน "โอกาส" ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย"
สู้ สู้ นะต้อ
โอกาสมาแล้ว
โอกาสดีที่สุดที่เคยมีมาเลย
มันเหนื่อย แต่มันคุ้มนะ.. คุ้มมากเลย
สู้ สู้ คับ..
วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ "เอาวะ" กับ "ช่างแม่ง"
ข้อที่ 1 เอาวะ
หลักทำ "เอาวะ" ใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง
เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า "เอาวะ"
หลักทำ "เอาวะ" จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา
ข้อที่ 2 ช่างแม่ง
หลักทำ "ช่างแม่ง" ใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า "ช่างแม่ง"
หลักทำ "ช่างแม่ง" จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง
อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้
มาจาก fwd อีกแล้วคับท่าน..
สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว
มองสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกเก็บสิ่งดี ๆ ไว้เป็นของประจำใจ
ชีวิตสดใจนะจ๊ะ
ได้ fwd mail น่าสนใจมาอีกแล้ว อันนี้น่ารักดี เลยเอามาเก็บไว้..
จากเรื่องจริงของใครบางคนครับ อ่านแล้ว คิดดูนะ
ขณะที่เรากำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทันใดนั้นเองเราเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถมยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของเรา ทำให้เราต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง
คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า 'ควาย...ย...ย'
มันทำให้เราโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า 'E...ค...ว...า...ย '
ขับรถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถสวนพ้นไป
ขณะที่มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้น ทันทีที่เราขับรถพ้นเหลี่ยมเขา 'เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... ' รถเราก็ชนฝูงควายเข้าอย่างจัง
ถึงได้รู้ว่า...ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ด่าเรา แต่เขาเตือนเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า ให้เราขับรถระวังด้วย
เพราะความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีของตัวเอง ทำให้เราต้องประสบเหตุครั้งนี้
และนี่คือโทษของการที่คิดอยู่แต่ ในกรอบเดิมๆ ของตัวเองและมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
ได้รับ fwd mail มาอันหนึ่ง
สนุกดี
อ่านแล้วทำให้คิดว่า..
คนที่ทำให้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ ไม่พัฒนา หรือไม่คิดนอกกรอบ
มันเกิดจากตัวของนักศึกษา หรือตัวของอาจารย์ กันแน่
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
ผมมีเรื่องๆ หนึ่งขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อนชาวสถาปัตย์ท่านหนึ่งเป็นคนเล่าให้ผมฟังอีกที
ผมฟังแล้วก็ชอบใจอยู่มาก
เพราะมันให้ข้อคิดทั้งคนเป็นนักเรียนและคนเป็นครูได้อย่างดี
เรื่องนี้สนุกครับ ถึงจะมีสูตรมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ลองฟังดูครับ
โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้
"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"
รู้จักกันนะครับ
บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง
(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น
และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)
นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ
ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"
ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ
แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย
อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก
นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า
คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น
เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา
แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที
เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์
หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร
นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี
และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง
นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้
ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา
จับเวลาจนถึงพื้น
ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2
หรือถ้าแดดแรงพอ
ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น
แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์
จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก
แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ
หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม
ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า
ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล
คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g
ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ
ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ
จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก
คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก
คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง
ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง
แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม
ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้
นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์
ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922
สุดยอดจริง ๆ
งานตัวเองไม่เสร็จ
ทีมงานไม่กระตือรือล้น
ขาดคนตามงาน
แล้วทำไมผมต้องตามคนเดียวเนี้ยยยยยย
แบ่งหน้าที่กันไปหมดแล้วน๊า....
รับผิดชอบกันหน่อยว้อยยยย
เหนื่อยว้อยยยยย
มีเรื่องตั้งร้อยแปดให้คิด
ขอสบายใจซักเรื่องเหอะนะ..
ขอเหอะ..
ชีวิตคือการท้าทาย จาก หนังสือ คิดคิด ขำขำ
ฉลองแขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทย 1996
ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอู่ใจกลางเมือง
ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก
แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่
คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา
"รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร"
"ฉันชื่อโอกาส"
"ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา"
"ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส"
"ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า?"
"เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม"
"แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก"
"เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว"
"แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้"
"ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย"
"แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว"
"ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่"
จริงด้วย ทางด้านหน้าของ "โอกาส"
มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง เพราะเมื่อปล่อยให้ "โอกาส"
ผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก
"โอกาส" จึงเร้าเตือนเราทุกคนว่า
"อย่ามาต่อว่าฉัน ว่า ฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย
เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู แต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน
ทุกวัน ฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ
เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง ให้รีบตัดสินใจ ให้ลงมือทำ
ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ
จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป เธอจะได้ไม่ต้องมนั่งเสียใจในภายหลัง
ที่ฉัน "โอกาส" ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย"
สู้ สู้ นะต้อ
โอกาสมาแล้ว
โอกาสดีที่สุดที่เคยมีมาเลย
มันเหนื่อย แต่มันคุ้มนะ.. คุ้มมากเลย
สู้ สู้ คับ..
คนพิเศษ ส่ง Link มาให้ เข้าไปดูเป็นกลอน
ชอบมาก ๆ เลย
ขอบคุณมากมาย
วันนี้ฉันคงทำได้เพียงคิดถึงเธอเท่านั้น..ใช่ไหม
ระหว่างที่เรายังอยู่ห่างกันไกลแสนไกลอย่างนี้
วันเวลาที่ผ่านพ้น...ยังท่วมท้นด้วยความรู้สึกดีดี
และฉันจดจำได้ทุกทุกนาทีที่เราใช้เวลาร่วมกัน
นับจากวินาทีแรกที่เธอหันมาสบตา
ฉันบอกกับตัวเองว่า..ไม่มีอีกแล้วคนของความฝัน
ต่อนี้ไปจะมีเพียงคนของความจริงอันเป็นนิรันดร์
เป็นตัวแทนของคืนวันที่จะผูกพันกันตลอดไป
ยังจำมืออุ่นอุ่นที่เกาะกุมมือคู่นี้
จำแววตาปรารถนาดี..ที่ทำให้ใจหวั่นไหว
และในทุกทุกถ้อยคำที่เธอเอื้อนเอ่ยความนัย
ฉันยังจดจารได้ขึ้นใจ...ไม่เคยลืมเลือน
แม้หลับตา....ยังอุ่นใจว่าเธอยังอยู่ใกล้ใกล้
เป็นความอบอุ่นที่สัมผัสได้ไม่มีใครเหมือน
ทุกทุกรอยสัมผัสดื่มด่ำยังคงย้ำเตือน
แล้วฉันจะลืมเลือนได้อย่างไรหนอคนดี
แม้ไม่มีเธออยู่ข้างข้างเหมือนวันนั้น
แค่เพียงเวลาสั้นสั้น..ยังอยู่ในใจฉันตราบวันนี้
จะเก็บเรื่องราวของเราไว้ในความทรงจำที่แสนดี
จนกว่าเธอจะกลับมาที่นี่..มาบอกฉันอีกทีว่า..ผมรักคุณ..
ขอบคุณบทกลอนดี ๆ จาก
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem114739.html
วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ "เอาวะ" กับ "ช่างแม่ง"
ข้อที่ 1 เอาวะ
หลักทำ "เอาวะ" ใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง
เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่า "เอาวะ"
หลักทำ "เอาวะ" จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา
ข้อที่ 2 ช่างแม่ง
หลักทำ "ช่างแม่ง" ใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า "ช่างแม่ง"
หลักทำ "ช่างแม่ง" จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง
อาจไม่สุภาพ แต่ใต้จิตสำนึกมันช่วยท่านได้
มาจาก fwd อีกแล้วคับท่าน..
สิ่งดี ๆ มีอยู่รอบตัว
มองสิ่งต่าง ๆ แล้วเลือกเก็บสิ่งดี ๆ ไว้เป็นของประจำใจ
ชีวิตสดใจนะจ๊ะ
ได้ fwd mail น่าสนใจมาอีกแล้ว อันนี้น่ารักดี เลยเอามาเก็บไว้..
จากเรื่องจริงของใครบางคนครับ อ่านแล้ว คิดดูนะ
ขณะที่เรากำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทันใดนั้นเองเราเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถมยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของเรา ทำให้เราต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง
คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า 'ควาย...ย...ย'
มันทำให้เราโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า 'E...ค...ว...า...ย '
ขับรถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถสวนพ้นไป
ขณะที่มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้น ทันทีที่เราขับรถพ้นเหลี่ยมเขา 'เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... ' รถเราก็ชนฝูงควายเข้าอย่างจัง
ถึงได้รู้ว่า...ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ด่าเรา แต่เขาเตือนเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า ให้เราขับรถระวังด้วย
เพราะความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีของตัวเอง ทำให้เราต้องประสบเหตุครั้งนี้
และนี่คือโทษของการที่คิดอยู่แต่ ในกรอบเดิมๆ ของตัวเองและมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
ได้รับ fwd mail มาอันหนึ่ง
สนุกดี
อ่านแล้วทำให้คิดว่า..
คนที่ทำให้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ ไม่พัฒนา หรือไม่คิดนอกกรอบ
มันเกิดจากตัวของนักศึกษา หรือตัวของอาจารย์ กันแน่
ข้อสอบวิชาฟิสิกส์
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
ผมมีเรื่องๆ หนึ่งขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อนชาวสถาปัตย์ท่านหนึ่งเป็นคนเล่าให้ผมฟังอีกที
ผมฟังแล้วก็ชอบใจอยู่มาก
เพราะมันให้ข้อคิดทั้งคนเป็นนักเรียนและคนเป็นครูได้อย่างดี
เรื่องนี้สนุกครับ ถึงจะมีสูตรมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ลองฟังดูครับ
โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้
"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"
รู้จักกันนะครับ
บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง
(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น
และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)
นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ
ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"
ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ
แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย
อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก
นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า
คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น
เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา
แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที
เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์
หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร
นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี
และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง
นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้
ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา
จับเวลาจนถึงพื้น
ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2
หรือถ้าแดดแรงพอ
ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น
แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์
จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก
แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ
หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม
ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า
ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล
คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g
ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ
ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ
จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก
คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก
คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง
ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง
แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม
ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้
นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์
ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922
สุดยอดจริง ๆ
งานตัวเองไม่เสร็จ
ทีมงานไม่กระตือรือล้น
ขาดคนตามงาน
แล้วทำไมผมต้องตามคนเดียวเนี้ยยยยยย
แบ่งหน้าที่กันไปหมดแล้วน๊า....
รับผิดชอบกันหน่อยว้อยยยย
เหนื่อยว้อยยยยย
มีเรื่องตั้งร้อยแปดให้คิด
ขอสบายใจซักเรื่องเหอะนะ..
ขอเหอะ..
ชีวิตคือการท้าทาย จาก หนังสือ คิดคิด ขำขำ
ฉลองแขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทย 1996
ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอู่ใจกลางเมือง
ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก
แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่
คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา
"รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร"
"ฉันชื่อโอกาส"
"ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา"
"ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส"
"ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า?"
"เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม"
"แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก"
"เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว"
"แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้"
"ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย"
"แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว"
"ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่"
จริงด้วย ทางด้านหน้าของ "โอกาส"
มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง เพราะเมื่อปล่อยให้ "โอกาส"
ผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก
"โอกาส" จึงเร้าเตือนเราทุกคนว่า
"อย่ามาต่อว่าฉัน ว่า ฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย
เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู แต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน
ทุกวัน ฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ
เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง ให้รีบตัดสินใจ ให้ลงมือทำ
ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ
จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป เธอจะได้ไม่ต้องมนั่งเสียใจในภายหลัง
ที่ฉัน "โอกาส" ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย"
สู้ สู้ นะต้อ
โอกาสมาแล้ว
โอกาสดีที่สุดที่เคยมีมาเลย
มันเหนื่อย แต่มันคุ้มนะ.. คุ้มมากเลย
สู้ สู้ คับ..
คนพิเศษ ส่ง Link มาให้ เข้าไปดูเป็นกลอน
ชอบมาก ๆ เลย
ขอบคุณมากมาย
วันนี้ฉันคงทำได้เพียงคิดถึงเธอเท่านั้น..ใช่ไหม
ระหว่างที่เรายังอยู่ห่างกันไกลแสนไกลอย่างนี้
วันเวลาที่ผ่านพ้น...ยังท่วมท้นด้วยความรู้สึกดีดี
และฉันจดจำได้ทุกทุกนาทีที่เราใช้เวลาร่วมกัน
นับจากวินาทีแรกที่เธอหันมาสบตา
ฉันบอกกับตัวเองว่า..ไม่มีอีกแล้วคนของความฝัน
ต่อนี้ไปจะมีเพียงคนของความจริงอันเป็นนิรันดร์
เป็นตัวแทนของคืนวันที่จะผูกพันกันตลอดไป
ยังจำมืออุ่นอุ่นที่เกาะกุมมือคู่นี้
จำแววตาปรารถนาดี..ที่ทำให้ใจหวั่นไหว
และในทุกทุกถ้อยคำที่เธอเอื้อนเอ่ยความนัย
ฉันยังจดจารได้ขึ้นใจ...ไม่เคยลืมเลือน
แม้หลับตา....ยังอุ่นใจว่าเธอยังอยู่ใกล้ใกล้
เป็นความอบอุ่นที่สัมผัสได้ไม่มีใครเหมือน
ทุกทุกรอยสัมผัสดื่มด่ำยังคงย้ำเตือน
แล้วฉันจะลืมเลือนได้อย่างไรหนอคนดี
แม้ไม่มีเธออยู่ข้างข้างเหมือนวันนั้น
แค่เพียงเวลาสั้นสั้น..ยังอยู่ในใจฉันตราบวันนี้
จะเก็บเรื่องราวของเราไว้ในความทรงจำที่แสนดี
จนกว่าเธอจะกลับมาที่นี่..มาบอกฉันอีกทีว่า..ผมรักคุณ..
ขอบคุณบทกลอนดี ๆ จาก
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem114739.html
เมื่อวาน ออกไปทำงานนอก office ซะครึ่งวัน กลับมาถึง office ไม่มีอารมณ์ทำงานเลย
พวกที่อยู่ใน office ก็เ